ดูเตร์เตปกป้องความมั่นคงของชาติบนเวทียูเอ็น

0 Comments

ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์กล่าวต่อที่ประชุมใหญ่สหประชาชาติ ยืนยัน “ความชอบธรรม” ของรัฐบาลในการรักษาเสถียรภาพภายในประเทศ และเรียกร้อง “ความเท่าเทียม” ในการเข้าถึงวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากนครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 22 ก.ย. ว่าสมัชชาสหประชาชาติ ( ยูเอ็นจีเอ ) เผยแพร่คลิปบันทึกการกล่าวถ้อยแถลงของประธานาธิบดีโรดริโก ดูเตร์เต เมื่อวันอังคาร เนื่องในวาระการประชุมสมัยสามัญครั้งที่ 75 โดยเป็นการกล่าวถ้อยแถลงครั้งแรกของผู้นำฟิลิปปินส์ต่อที่ประชุมยูเอ็นจีเอ นับตั้งแต่รับตำแหน่งเมื่อปี 2559
 
เกี่ยวกับวิกฤติโรคระบาดโควิด-19 ดูเตร์เตกล่าวว่าแต่ละประเทศมีแผนยุทธศาสตร์ตอบสนองแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคมของประเทศนั้น อย่างไรก็ตาม ผู้นำฟิลิปปินส์เรียกร้องให้ทุกประเทศสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีด้านวัคซีน “อย่างทั่วถึง” ไม่ว่าเป็นประเทศร่ำรวยหรือยากจน
 
ทั้งนี้ ผู้นำฟิลิปปินส์ยืนยันการเป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือตามกรอบของสหประชาชาติ ไม่ว่าจะเป็นข้อตกลงปารีส หรือเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ “เอสดีจี” ซึ่งเป็นวิสัยทัศน์ 15 ปี จนถึงปี 2573 และเรียกร้องชาวโลก โดยเฉพาะประเทศซึ่งเป็นคู่กรณีกัน “หากเป็นเพื่อนกันไม่ได้ ก็อย่าเกลียดกันมากนักเลย” จากการที่ฟิลิปปินส์กลายเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งด้านภูมิศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศ โดยเฉพาะประเด็นพิพาทยืดเยื้อเรื่องทะเลจีนใต้

ขณะเดียวกัน ดูเตร์เตกล่าวถึงสถานการณ์ความมั่นคงภายในฟิลิปปินส์ว่า “ยุทธการมาราวี” บนเกาะมินดาเนา เมื่อปี 2560 มีผู้ก่อการร้ายต่างชาติเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก แม้กองทัพฟิลิปปินส์เป็นฝ่ายชนะในที่สุด แต่การสู้รบครั้งนั้นเป็นบทเรียนที่มีค่าสำหรับรัฐบาล ว่าโครงสร้างกฎหมายที่มีประสิทธิภาพเป็นสิ่งสำคัญ จึงนำไปสู่การบัญญัติ “กฎหมายต่อต้านการก่อการร้าย 2020” มีสาระสำคัญคือการป้องกัน ขัดขวาง และลงโทษทุกพฤติกรรมซึ่งถือว่าอยู่ในบริบทของการก่อการร้าย
 
แม้มีเสียงวิจารณ์อย่างหนัก เกี่ยวกับการเพิ่มอำนาจให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง ตรวจค้นและจับกุม “ผู้ต้องสงสัย” ได้โดยไม่ต้องมีหมายศาล ได้นานสูงสุด 14 วัน “แต่ในบางกรณี” อาจขยายระยะเวลาได้นานถึง 24 วัน เช่นเดียวกับการสอดแนมผู้ต้องสงสัยได้นานถึง 60 วัน ที่อาจขยายระยะเวลาได้นานถึง 90 วัน แต่ผู้นำฟิลิปปินส์ยืนยันว่า เนื้อหาทั้งหมดของกฎหมายสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้องของยูเอ็นทุกประการ